กรมสรรพสามิตยืนยัน ไม่มีเก็บภาษีผ้าอนามัย ตามที่โฆษกพรรคเพื่อชาติออกมาเปิดประเด็น ชี้ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย จำเป็นสำหรับสตรีในชีวิตประจำวัน ด้านคนต้นเรื่องหยิบเอกสารกลบเกลื่อน อ้างกฎกระทรวงผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง โยงว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เสียภาษี 40% อ้างสตรีบังหน้าโวยต้องเป็นสินค้าควบคุมถาวร

วันนี้ (16 ธ.ค.) จากกรณีที่ น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ โจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวหาว่าตัดสินใจให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เก็บภาษีในอัตราสูงถึง 40% และไม่ควบคุมราคา ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชากรสตรี อีกทั้งผ้าอนามัยไม่ใช่สินค้าเครื่องสำอางหรือสินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อสุขภาพอนามัย และเห็นว่ารัฐบาลควรจัดให้เป็นสินค้าปลอดภาษี หรือแจกฟรีในสถานศึกษาทั่วประเทศ ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้นนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัยตามที่เป็นข่าว และไม่เคยมีอยู่ในพิกัดอัตราภาษี ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งก็ไม่เคยได้รับรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ไปตรวจจับโรงงานผ้าอนามัยเสียภาษีไม่ถูกต้อง ปัจจุบันผ้าอนามัยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% เท่านั้น ไม่ได้เสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย หรือมีเพดานการจัดเก็บภาษี 40% ตามที่เป็นข่าว เพราะสินค้าผ้าอนามัยไม่ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็น ที่สตรีต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ในนิยามการเสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย คือ ถ้าไม่มีใช้ ก็ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าส่งผลกระทบ ก็ให้ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ฟุ่มเฟือย

“ต้องถามว่าผ้าอนามัยไม่ใช้ได้ไหม ถ้าไม่ใช้ไม่ได้ แล้วมันจะฟุ่มเฟือยได้อย่างไร ที่ผ่านมาไม่มีในพิกัดภาษีผ้าอนามัย ประชาชนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเดียว เหมือนซื้อสินค้าอื่นๆ อยากจะรู้ว่าข่าวนี้ใครคิด คิดได้อย่างไร ถ้าคนอ่านแล้วเชื่อก็บ้ากันไปใหญ่แล้ว”นายพชร กล่าว

ด้านนายวิวัฒน์ เขาสกุล รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตผ้าอนามัยแต่อย่างใด เพราะไม่เป็นสินค้าที่อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ไม่ถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ปัจจุบันถูกเรียกเก็บเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ตามหลักการภาษีสรรพสามิตจะเรียกเก็บเฉพาะสินค้าหรือบริการที่บริโภคแล้วส่งผลต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี และสินค้าฟุ่มเฟือยหรือเกินความจำเป็นต่อการดำรงชีพ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐใช้ในการจำกัดการบริโภคสินค้าหรือบริการบางประเภทเท่านั้น ซึ่งผ้าอนามัยถือเป็นสินค้าจำเป็น จึงไม่เข้าข่ายสินค้าฟุ่มเฟือย

ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงผ่านวีดีโอคลิปในเฟซบุ๊กส่วนตัว ยืนยัน ว่ากรมสรรพสามิต ไม่มีการเก็บภาษีผ้าอนามัยในอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยถึง 40% ตามข่าวแน่นอน เนื่องจากสินค้าชนิดนี้ ไม่ได้ถูกระบุในพิกัดการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต ดังนั้น ภาษีผ้าอนามัยจึงจะถูกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามราคาของสินค้าเหมือนสินค้าชนิดอื่นๆ ซึ่งสินค้าฟุ่มเฟือย หมายถึง สินค้าที่ไม่มีความจำเป็นกับชีวิต หรือไม่กระทบกับชีวิตประจำวัน แต่ผ้าอนามัยจัดอยู่ในสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นจึงไม่มีการเก็บภาษีโดยใช้หลักเกณฑ์ภาษีฟุ่มเฟือย
ส่วน น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ประเด็นผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย มาจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2561 ดูตามเอกสารจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) ซึ่งสรุปสาระสำคัญของการประชุม ครม. หมวดกฎหมาย ข้อ 4 ระบุว่าร่างกฎกระทรวงกำหนดผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง พ.ศ. …

ทั้งนี้ เครื่องสำอางจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ดังนั้น ผ้าอนามัยแบบสอดจึงถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งในความคิดของตน ผ้าอนามัยทุกชนิดไม่ควรถูกกำหนดให้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตของสตรีทั้งโลก จึงออกมาตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นข่าวในวันนี้ เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าอนามัยชนิดอื่นๆ ถูกกำหนดเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะสร้างภาระให้กับสตรีไทยทั้งประเทศ

“แม้จะมีการชี้แจงว่า ผ้าอนามัยถูกระบุใน พ.ร.ก.ว่าเป็นสินค้าควบคุม แต่การที่ระบุว่าผ้าอนามัยแบบสอดก็ยังไม่ถูกปลดออกจากสินค้าประเภทเครื่องสำอางซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้ง พ.ร.ก.ดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้เพียง 1 ปี เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วควรทำให้เป็นสินค้าควบคุมถาวร ดิฉันให้ข้อมูลข่าวประเด็นนี้ในฐานะเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ก็อยากจะถามแทนสตรีทั้งประเทศเพื่อให้ได้คำชี้แจงจากทางรัฐบาลว่าทำไมถึงได้มีมติ ครม.อนุมัติเรื่องแบบนี้ ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นสำหรับสตรี” น.ส.เกศปรียา กล่าว